Home / สาระเป็นความรู้ / หมอธรรมชาติบำบัดแนะให้ทาน กินข้าวแดงหมัก ช่วยลดไขมันເลือด

หมอธรรมชาติบำบัดแนะให้ทาน กินข้าวแดงหมัก ช่วยลดไขมันເลือด

หากใครที่สนใจในการรักษาสุขภาพด้วยวิธี ธรรมชาติบำบัด แล้วนั้น คงจะยังไม่เคยได้ยินวิธีการนี้ โดย แพทย์หญิงกอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ธรรมชาติบำบัด ได้แนะนำว่า คอเลสเตอรอลสูง ที่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดເลือดและโรคหลอดເลือดแข็งตัว เนื่องจากในสภาพปกติภายในหลอดເลือดจะมีผิวเรียบลื่นสม่ำเสมอ แต่เมื่อมีคอเลสเตอรอลมาจับที่ผนังหลอดເลือดจนพอกหนาเป็นตะกรันไขมัน (plague) ก็จะทำให้หลอดເลือดค่อย ๆ ตีบลงหัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น

เพื่อดันให้ເลือดเคลื่อนผ่านไปได้ตะกรันไขมันสามารถขวางกั้นระบบไหลเวียนເลือดในหลอดເลือดใหญ่ ที่ไปเลี้ยงหัวใจหรือสมองทำให้อวัยวะขาดເลือดเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาઈหรือหลอดເลือดในสมองตีบได้ ในด้านวิตามินและอาหารบำบัดโรคนั้นมีสารหลายตัวที่ช่วยลดไขมัน หนึ่งในนั้นก็คือ Red Yeast Rice หรือ ข้าวแดงหมัก ที่ชาวจีนเรียกว่า “อั้งคัก”

ซึ่งก็คือข้าวที่ผ่านการหมักด้วยเชื้อราสายพันธุ์ Monascus spp. ที่สามารถสร้างสารให้สีทำให้ข้าวทั้งเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม จึงนิยมเอามาใส่สีแดงในเย็นตาโฟ เต้าหู้ยี้ และหมูแดง ใน Red Yeast Rice มีสาร Monacolins ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งไม่ให้เอนไซม์เอชเอ็มจี-โคเอรีดักเทส (HMG-CoA reductase) ออกฤทธิ์และสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ จึงเหมาะสำหรับกลุ่มผู้มีภาวะคอเลสเตอรอลสูง ไตรกลีเซอไรด์สูง

โดยมีงานวิจัยเปรียบเทียบผลເลือดของผู้รับประทาน Red Yeast Rice ในรูปแบบสารสกัดที่มีสารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) สังเคราะห์ให้เหมือน Red Yeast Rice ผลปรากฏว่าสามารถลด LDL-cholesterol และ VLDLcholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อหลอดເลือดอุดตันได้ราว 17 – 20 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สามารถเพิ่ม HDL-cholesterol ซึ่งเป็นไขมันอีกกลุ่มที่มีบทบาทในการช่วยทำความสะอาดหลอดເลือดได้ด้วย จึงทำให้สารสกัดจาก “อั้งคัก” เริ่มเป็นที่จับตามองว่าสามารถช่วยเสริมการคุมระดับไขมันในເลือดได้อีกทางหนึ่ง

ในมุมมองของการแพทย์องค์รวมผ่าน Doctrine of Signature นั้นก็ยังเห็นได้ว่ากระบวนการหมัก Red Yeast Rice เป็นกระบวนการที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบตับและม้ามอีกด้วย มีคำกล่าวว่า โดยธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ถ้าเป็นพืชหรือสัตว์ที่มีสีไม่จัดจ้า มักจะมีความเป็นธาตุน้ำมากกว่า เช่น เนื้อปลาหรือน้ำนมที่มีสีขๅว ส่วนใหญ่จะให้คุณค่าทางอาหารในเชิงเสริมสร้างและบำรุงตามอิทธิพลเหมือนน้ำที่เป็นส่วนสำคัญของสิ่งมีชีวิต

ในทางตรงกันข้ามเนื้อสัตว์หรือส่วนของพืชที่มีสีจัด ๆ อย่างสีแดงจะเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญกับระบบธาตุลม (การไหลเวียน)และระบบธาตุไฟ (การเผาผลาญ) ในกายของมนุษย์มากกว่า ส่งผลให้ເลือดลมไหลเวียนดีกระชุ่มกระชวย ยกตัวอย่างง่าย ๆ การกินเนื้อแดงจะให้ความรู้สึกสดชื่นและมีพลังงานมากกว่าเนื้อขๅว ๆ อย่างเนื้อปลา

ทั้งนี้ สอดคล้องกับในมุมวิทยาศาสตร์ที่ว่า ในเนื้อแดงมีสาร Carnitine ที่ช่วยเผาผลาญไขมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อและพลังงานได้มากขึ้น กระบวนการหมักผ่านยีสต์หรือ Probiotic ที่อยู่ภายในระบบลำไส้โดยทั่วไปจะไม่ให้สีมากมายนัก แต่กับ “อั้งคัก” กลับให้สีแดงสดใสถึงขนาดว่านำมาทำเป็นสีผสมอาหารให้ดูน่ากินได้ สีแดงดุจไฟนี้จัดเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความพิเศษของยีสต์ชนิดนี้ว่า น่าจะมีผลต่อระบบเผาผลาญไขมันและระบบน้ำดีที่การแพทย์แผนไทยเรียกว่า “ไฟอพัทธะปิตตะ”ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การวิจัยที่ออกมายืนยันว่า สาร Monascolin I ที่พบใน “อั้งคัก”

เมื่อกินเข้าไปแล้วสามารถเปลี่ยนแปลงไปยับยั้งเอนไซม์ HMG-CoA reductase จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกันโดยไม่น่าเชื่อและการที่ภูมิปัญญาของคนจีนนำเอาเนื้อหมูที่กินแล้วไขมันขึ้นมาหมักปรุงรสกับ “อั้งคัก” ได้ออกมาเป็นอาหารที่กินแก้กัน ทำให้ไขมันไม่ขึ้นจากการรับประทานหมูมากจนเกินไปนัก จึงเป็นความชาญฉลาดโดยแท้

Facebook Comments

Facebook Comments Box

Check Also

เทคนิคการปลูก และดูแล พริกเหลือง

เกษตรกรไทยส่วนใ …